เยือนอยุธยากรุงเก่าตามรอยพุทธ ศิลป์ ตอน วัดราชบูรณะ อโยธยา

**ภาพร่างแสดงแบบวัดราชบูรณะในอดีตที่ป้ายแนะนำข้อมูลในวัด**

สวัสดีครับทุกท่านครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ผมนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับไปทำบุญดูงานศิลป์ในวัด คราวนี้จะพาไปเที่ยวอยุธยากันต่อโดยเป้าหมายครั้งนี้อยู่ที่วัดราชบูรณะ ไม่ใช่ที่กรุงเทพนะครับ แต่เป็นที่อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อนโน่นครับ วัดราชบูรณะอยู่ใกล้กับวัดมหาธาตุ แถวป่าถ่านซึ่งสองวัดนี้มีแค่ถนนนเรศวรกั้นกลางเท่านั้น ซึ่งวัดนี้ในช่วงปี 2500 มีเรื่องฮือฮาเรื่องกรุแตกเนื่องจากมีคนไปขุดหาสมบัติ จนในที่สุดกรมศิลปากรเข้าไปปรับปรุงและขนสมบัติออกไปเก็บในพิพิทธภัณฑ์

**ภาพถ่ายจากวิหารด้าหน้ามองเข้าไปที่องค์พระปรางค์ประธาน**

ซึ่งสิ่งที่น่าเสียดายคือพระธาตุที่บรรจุภายในองค์ปรางค์ประธานนั้นหายไป และพระกรุส่วนหนึ่ง คือพวกพระเครื่องพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ทางกรมศิลป์ได้นำออกให้ประขาขนทั่วไปเช่าเพื่อหาทุนมาสร้างพิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยา ซึ่งพระกรุเนื้อชินเป็นที่นิยม รวมถึงพระแผงหนังและพระยอดธง ในอดีตการสร้างพระบรรจุลงไปในพระปรางค์ไม่ได้สร้างเพื่อเป็นของขลังแต่เพื่อเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา ในภาคหน้าเพื่อให้คนยุคหัลงพุทธศาสนาอายุครบ 2500 ปีได้สานต่อพระพุทธศาสนา คนโบราณช่างคิดนะครับ

**มุมมองเจดีย์คูหาปรางค์ด้านหลังเป็นองค์พระปรางค์ประธานที่สวยงาม**

ตามประวัติในราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ กล่าวไว้ว่าวัดนี้สร้างในปีพ.ศ.1967 โดยสมเด็จพระธรรมราชาที่2 หรือสมเด็จเจ้าสามพระยา ได้ทรงสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับเจ้าอ้าย เจ้ายี่ซึ่งทรงทำยุทธหัตถีแย่งชิงราชสมบัติกันแล้ว สิ้นพระชนม์ลงทั้งสองพระองค์ซึ่งบริเวณนี้และยังเป็นที่ปลงพระศพด้วย

**พระปรางค์ประธานที่ยังคงความยิ่งใหญ่เด่นตระหง่าน**

**ทางเข้ากรุชั้นบนที่มีภาพเขียนแนวจีนภายใน**

**ลายปูนปั้นรูปครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์และลายปูนน่าจะได้รูปแบบอิทธิพลศิลปะขอม เหมือนที่ลพบุรี**

ซึ่งที่น่าสนใจคือของที่เคยมีอยู่ในกรุมีทั้งเครื่องทองต่างๆ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยา และส่วนที่เหลือที่วัดคือภาพจิตรกรรมฝาผนังในกรุ ชั้นบนและชั้นล่างขององค์ปรางค์ประธานซึ่งมีอายุกว่า 500 ปีเรียกว่าเป็นงานจิตรกรรมแรกๆ ในสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งสีที่ใช้เขียนผสมยางไม้ติดทนทาน แม้จะเลือนหายไปแต่นับว่าสีดีกว่าในปัจจุบัน ในอดีตภาพเขียนไทยมักใช้สีไม่มาก เช่น เหลือง แดง ขาว ดำ ไม่มีมีสีทองซึ่งสีทองมานิยมในช่วงรัตนโกสินทร์

**บริเวณโดยรอบวัดราชบูรณะ ที่มองจากองค์ปรางค์ประธาน**

โดยวันที่ไปถ่ายภาพน่าเสียดายที่ภายในกรุองค์ปรางค์ ไม่มีการเปิดไฟภายในเหมือนทุกครั้ง เข้าใจว่าหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีอาจทำให้ระบบไฟเสีย เลยไม่สามารถถ่ายมาให้ชมกันได้ ครั้งหน้าจะเอไฟฉายไปเพื่อเก็บมาให้ชมอีกครั้ง เพราะแรงแฟรชไม่พอที่จะถ่าย ซึ่งในกรุชั้นบนี้เป็นที่ขุดพบพระพิมพ์ต่างๆเป็นแสนองค์และพระพุทธรูป โดยมีการโบกปูนทับไว้พร้อมกับภาพเขียนซึ่งน่าจะเป็นฝีมือช่างจีนเพราะวาดภาพเกี่ยวขุนนางและการเฉลิมฉลองมีลายเส้นแบบจีน เรียกว่าเขียนเสร็จใส่พระเข้ากรุดแล้วโบกปูนทับ เพื่อปิดกรุพระต่างๆที่ซ่อนไว้ ส่วนภาพเขียนอีกแห่งในกรุต้องลงบันไดไปในชั้นล่างซึ่งอยู่ลึกในบริเวณฐานองค์ปรางค์ส่วนชั้นล่างเป็นที่เก็บพวกเครื่องทอง พระขรรค์ เครื่องทรงของพระมหากัษตริย์ในสมัยก่อนและพระสารีริกธาตุ และองค์ปรางค์จำลองทำจากทองคำ ซึ่งภาพวาดทั้ง 4 ด้านวาดเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า 24 องค์และพุทธชาดก บนเพดานกรุเป็นแผ่นไม้เขียนลวดลายดอกโบตั๋นซึ่งยังคงมองเห็นได้ชัดเจน ใครไปแล้วลองเข้าไปชมนะครับถ้าเขาเปิดไฟแล้วจะได้เห็นของดีเหล่านี้ครับ

**บริเวณโดยรอบองค์ปรางค์ประธานจะมีปูนปั้นพระพุทธรูปปางห้ามญาติอยู่ 4 ทิศ**

ส่วนด้านข้างองค์ปรางค์ประธานแต่เดิม มีองค์คูหาปรางค์ด้านข้างจะมีภาพจิตรกรรมเหมือนกัน ท่าน อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ ท่านได้ทำการคัดลอกไว้ประมาณ 2493 ผมจำปีได้ไม่แน่นอนแต่คร่าวๆว่าประมาณนี้ หลังที่ท่านคัดลอกเสร็จได้ไม่นานปรางค์องค์เล็กก็พังลงมาเป็นที่น่าเสียดาย ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการปรับปรุงยังเป็นป่ารกที่มีสัตว์มีพิษอยู่มากมาย คนที่เข้าไปมักมีแต่พระธุดงค์หรือไม่ก็พวกเข้าไปหาขุดหาของเก่า

**ใบเสมาที่อยู่โดยรอบโบสถ์ด้านหลังพระปรางค์ประธาน บางชิ้นชำรุดเสียหายซึ่งสกัดจากหินแผ่นขนาดใหญ่**

**โบสถ์ด้านหลังพระปรางค์ประธาน ชำรุดเสียหาย พระประธานถูกทำลายเหลือเพียงอิฐก่อแค่ครึ่งองค์ลวดลายปูนที่ปั้นไว้ร่อนไปหมดแล้ว**

**ลายปูนปั้นรูปยักษ์ที่ฐานพระปรางค์แสดงท่าแบกรับพระปรางค์ ซึ่งรูปแบบนี้จะเห็นได้จากพระพุทธรูปสมัยอยุธยาจะมีฐานแบบนี้เช่นกัน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นอิทธิพลจากขอม**

ความอลังการ และลวดลายปูนปั้นที่ยังมีเหลือยู่ที่องค์พระปรางค์ประธานและตามกำแพงและฐานวิหารต่างๆ ซึ่งชัดเจนและยังสวยงามอยู่ซึ่งน่าทึ่งมากว่าในอดีตศิลปินเหล่านี้ช่างเก่งเหลือเกินที่สามารถรังสรรค์งานได้วิจิตรเช่นนี้

**องค์พระที่ชำรุดและลายปูนปั้นที่แตกหัก เราสามารถพบเห็นได้ทั่วบริเวณ**

สำหรับวัดราชบูรณะ อยุธยา ถ้าใครได้ผ่านไปที่บริเวณพระวิหารมงคลบพิตร หรือวัดพระศรีสรรเพชรญ์ ก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวชมอดีตความรุ่งเรืองของวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะซึ่งถือได้ว่าสมัยโบราณคือ พระปรางค์เจดีย์ประจำเมือง สำหรับวันนี้ขอจบเพียงเท่านี้พบกันใหม่ครั้งหน้ามาติดตามว่าจะพาไปที่ไหนกันครับ สวัสดี

Advertisements

หนึ่งเขาแต่สามยอดแห่งเมืองเพชร

เราออกจาก โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ไปยังทางหลวงหมายเลข ๓๔๑๐
มุ่งตรงสู่อำเภอท่ายางเพื่อแวะหาอะไรรองท้องกันก่อน แล้วจึงมุ่งหน้าเข้าเมืองเพชรบุรี
กว่าจะมาถึงจุดหมายที่ตั้งใจมาก็บ่ายสามโมงครึ่งแล้ว เพราะมัวแต่แวะที่อื่นๆตามรายทาง
ทำให้เรามีเวลาที่นี่น้อยไปหน่อยครับ เส้นทางการเดินทางในวันนี้ครับ >> Googlemap

และจุดหมายของเราก็คือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี”
หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “เขาวัง” นั่นเองครับ

เราเลือกขึ้นรถรางเพราะว่าเวลามีน้อย รถรางขาลงเที่ยวสุดท้ายคือตอนสี่โมงครึ่ง
แต่ถ้าเดินลงสามารถอยู่ได้ถึงห้าโมงเย็นครับ ซื้อตั๋วค่าโดยสารคนละ ๓๐ บาท
(ขึ้น – ลง)ว่าแล้วก็ขึ้นเขากันเลย

-๑-

-๒-

ตอนขึ้นไม่ค่อยมีวิวอะไรให้ดูเท่าไหร่ครับ เพราะมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านมาบังวิว
เกือบหมด ด้วยเวลาที่เริ่มเย็นแล้ว นักท่องเที่ยวเลยบางตามากๆ นั่งแป๊บเดียวก็ถึง

-๓-

หากขึ้นเขาด้วยการเดินเท้า ต้องไปขึ้นทางฝั่งวัดมหาสมณาราม
มาดูบรรยากาศโดยรอบตอนเดินขึ้นเขาก่อนนะครับ

-๔-

ระหว่างทางจะเจอลิงมาคอยต้อนรับไม่ขาดสาย ต้องเดินระวังๆไม่ให้ไปขัดใจลิงเค้า

-๕-

ผ่านจุดนึงซึ่งเป็นที่นั่งในบรรยากาศที่ร่มรื่นมาก เห็นฉากนี้
ในละครเรื่อง “โก๊ะ ๗” ด้วยครับ

-๖-

ผ่าน “พระตำหนักสันถาคารสถานและโรงโขน”

-๗-

ด้านซ้ายมือคือ “ศาลาด่านกลาง”

-๘-

หากนั่งรถรางขึ้นมาจะมาถึงยอดเขาบริเวณ “กลุ่มอาคารภายในประตูนารีประเวศ”
(คิดว่าทางเข้าน่าจะเป็นประตูนารีประเวศเลยนะครับ)และต้องชำระค่าธรรมเนียม
เข้าชมที่นี่อีกคนละ ๒๐ บาท เราเลือกเข้าไปเยี่ยมชมในส่วนของพิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติกันก่อนครับ โดยห้องจัดแสดงนั้นใช้สถานที่ของ “พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์”
และ “พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์”

ตามผมมาเลยครับ

-๙-

น่าเสียดายที่ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ เลยไม่ได้ภาพกลับมาฝาก
ถ้าใครมีโอกาสไป ลองเข้าไปดูด้วยตาตัวเองนะครับ ออกมาทางด้านหลังก็เจอ
“พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท” เก็บภาพมาแบบมืดๆสักภาพ

-๑๐-

ด้านข้างแบบสว่างๆบ้าง

-๑๑-

วิวรอบๆเมื่อมองย้อนกลับไปยังถนนเพชรเกษมขาขึ้น

-๑๒-

มองไปทางยอดเขาตรงกลางไปบ้าง ที่เห็นนั่นคือ “เจดีย์พระธาตุจอมเพชร”

-๑๓-

เราเดินกันต่อเพื่อไปขึ้นหอกัน ระหว่างทางผ่าน “พระที่นั่งราชธรรมสภา”
ที่อยู่ทางซ้ายมือ

-๑๔-

มองย้อนกลับไปที่พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาทดูซิ

-๑๕-

สุดทางก็คือ “หอชัชวาลเวียงชัย” นั่นเอง

-๑๖-

สามารถขึ้นด้านบนไปชมวิวโดยรอบได้ด้วยครับ
วิวเมื่อมองไปยังเขาฝั่งตรงข้าม “วัดเขาบันไดอิฐ”

-๑๗-

ตัวเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีต้นลั่นทมเยอะมาก พอดอกบาน
ก็เลยดูเหมือนทุ่งดอกไม้เลยครับ

-๑๘-

มองไปทางฝั่งเจดีย์พระธาตุจอมเพชร

-๑๙-

ภาพรวมสองยอดเขาที่เหลือ ยอดซ้ายสุดคือวัดพระแก้วน้อย ประกอบไปด้วย
ศาลาและพระปรางค์แดง, พระอุโบสถ, พระพุทธเสลเจดีย์ ส่วนยอดตรงกลาง
คือเจดีย์พระธาตุจอมเพชร

-๒๐-

เราชมวิวเสร็จแล้วกะจะเดินลงจากหอแล้วไปออกทางประตูในภาพที่ ๑๙
แต่เจ้าหน้าที่ปิดประตูแล้ว เพราะเวลา ณ ตอนนั้นสี่โมงเย็นแล้ว เราเลยต้อง
เดินย้อนกลับไปทางด้านหน้ากัน

-๒๑-

แล้วค่อยเดินไปตามทางเดินหลักแทนครับ ช่วงนี้ต้องเร่งทำเวลากันมาก
เพราะกลัวว่าจะกลับมาไม่ทันเวลาปิด ระหว่างทางเจอฝูงลิงเยอะมาก
นักท่องเที่ยวที่ยังเดินกันอยู่ก็มีผมกับเพื่อนแค่สองคนเท่านั้นเอง

-๒๒-

เราเดินจนสุดทางเพื่อไปยังวัดพระแก้วน้อยก่อนครับ
เจอนักท่องเที่ยวเพิ่มที่นี่อีกตั้งสองคนแนะ

-๒๓-

หอระฆังกับพระอุโบสถ

-๒๔-

“พระปรางค์แดง” เมื่อมองผ่านหอระฆัง

-๒๕-

พระอุโบสถ

-๒๖-

และ “พระพุทธเสลเจดีย์”

-๒๗-

ศาลาและพระปรางค์แดง

-๒๘-

แล้วจึงเดินย้อนกลับมายังยอดเขากลาง ขึ้นบันไดกันอีกนิดครับ

-๒๙-

“เจดีย์พระธาตุจอมเพชร” ใหญ่มากๆ

-๓๐-

มองย้อนกลับไปทางยอดเขาทางทิศตะวันตกดูบ้าง

-๓๑-

ยอดเขาทางทิศตะวันออกบ้าง

-๓๒-

กว่าจะเดินกลับลงมาถึงข้างล่างก็ตอนเกือบห้าโมงเย็น ด้วยความที่ไม่รู้ของเราทั้งคู่
เลยต้องเดินกลับไปยังที่จอดรถฝั่งทางขึ้นรถราง แล้วนักท่องเที่ยวอีกสองคนที่เราเจอ
เค้าก็นั่งรถสองแถวผ่านหน้าเราไปลงที่รถรางเหมือนกัน ไม่ต้องเดินเหมือนเราสองคน
เล่นเอาผมกับเพื่อนเซ็งไปตามๆกันเพราะความไม่รู้ แต่มองในแง่ดีว่าเราเดินกลับแบบนี้
ก็ได้แวะร้านขนมตั้งหลายร้านแนะ

สำหรับข้อมูลเขาวังอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เวปสำนักงานจังหวัดเพชรบุรี นะครับ

การเดินทางจบลงไปอีกหนึ่งครั้ง เช่นเคย ครั้งนี้ต้องขอบคุณเพื่อนคนเดิมที่ตามใจ
ในการเปลี่ยนจุดหมายอย่างกระทันหันของผม ทำให้ผมได้ไปเที่ยวสถานที่ที่อยากไป
ตั้งสองแห่งแนะ ขอบคุณมากๆ

และขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนจบ พบกันใหม่กับการเดินทางครั้งต่อไป

สวัสดีครับ

-๓๓-

ขับรถเที่ยวกาญจนบุรี

สวัสดีค่ะ

อยากหาโอกาสไปเที่ยวกาญจนบุรีมานานมากแล้ว
หลังจากที่คร้งล่าสุดที่ไปมา ก็เมื่อ….ซักราวๆ ยี่สิบปีก่อน

พอมีโอกาสดี มีเวลาว่างๆซัก 2-3 วัน ก็เลยคิดว่า
อย่ากระนั้นเลย เราขับรถไปลุยเมืองกาญจน์กันดีกว่า

ทริปนี้ใช้รถเก๋ง คันเล็กๆ ประหยัดน้ำมันไปกันสองคนค่ะ
ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ไม่ได้หาข้อมูล นึกอยากไป ก็ไป ตามสไตล์คนใจร้อน

พักเมืองกาญจน์ 1 คืน แล้วก็มุ่งหน้าไปสังขละบุรี นอนที่พีเกสท์เฮ้าท์
แล้วก็เช็คเอ้าท์กลับในรุ่งขึ้น นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังซักเล็กน้อย โปรดติดตามค่ะ

บ่ายวันอังคารที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา
เรามีธุระที่แถวๆพระราม 2 จัดการธุุระเสร็จเรียบร้อย ก็มุ่งหน้าออกมาตามถนนเอกชัย เข้าเพชรเกษมแล้วเลี้ยวซ้ายไปเมืองกาญจน์ โดยผ่านนครปฐม-ราชบุรี ถนนเส้นนี้ความจริงระยะทางไม่ไกลนะคะ แต่ไฟแดงถี่มาก บ่ายสามโมงครึ่ง เข้าเขตนครปฐม(สามพราน)

รถไม่เยอะค่ะ แต่อย่างที่บอกไฟแดงเยอะมาก จากสามพราน-นครชัยศรี-นครปฐม-บ้านโป่ง-ท่ามะกา มาเมืองกายจนบุรี นับกันไม่หวาดไหว

เข้าเขตท่ามะกา สารถีก็ยกหูโทร.หาเพื่อนที่เป็นคนเมืองกาญจน์ หาข้อมูลว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าคืนนี้เราจะไปนอนสังขละบุรี

คำตอบคือ.. ระยะทาง 220 กม.จากเมืองกาญจน์ ถนนเลนเดียว ทางคดเคี้ยวไปตามภูเขา เราควรจะไปมั้ยล่ะ

มองนาฬิกา จะห้าโมงเย็นแล้ว ไปทานอาหารเย็นริมแม่น้ำแคว แล้วหาที่พักใกล้ๆ น่าจะเหมาะกว่านะ หรือว่าไง ???

ขับรถมุ่งหน้าเข้าเมืองกาญจน์ ผ่านสุสานสัมพันธมิตร (ดอนรัก) ตอนห้าโมงเย็นพอดี เค้าปิดแล้วค่ะ

มีคนมาช้าเหมือนเรา 

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก (Kanchanaburi War Cemetery) เนื่องจากการเกณฑ์ทหารสัมพันธมิตรมาสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ผ่านกาญจนบุรีไปเมียนมาร์ของกองทัพญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเหตุให้เชลยศึกพันธมิตรเสียชีวิตที่กาญจนบุรีเป็นจำนวนมาก สุสานแห่งนี้บรรจุกระดูกของทหารสัมพันธมิตร จำนวน 6,982 หลุม สุสานแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 17 ไร่ ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟกาญจนบุรี ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดกาญจนบุรีประมาณ 2 กิโลเมตร ในเขตบ้านดอนรัก ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี

ขอบคุณข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย ค่ะ

ข้อควรปฏิบัติ เมื่อมาเยี่ยมชมค่ะ เพื่อเป็นการไว้อาลัยและให้เกียรติแก่ผู้วายชนม์ เข้าไปไม่ได้ ก็ต้องอาศัยถ่ายจากริมรั้วนี่แหละค่ะ

ซูมระยะไกล ภาพอาจจะไม่ค่อยคมชัดเท่าไหร่นะคะ

ยังมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาเรื่อยๆ ถึงแม้จะเลยเวลาเปิดให้เข้าชมไปแล้วก็ตาม

เริ่มเหนื่อยจากการเดินทาง มุ่งหน้าไปหาอะไรกินกันดีกว่า
ตั้งใจไว้แล้วล่ะค่ะ ว่าจะไปหาร้านนั่งชิลริมแม่น้ำแคว จึงมุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟ ตรงหน้าสะพานข้ามแม่น้ำแคว ตอนเย็นมีตลาดนัดเล็กๆ มีอาหารรถเข็นเยอะเลยค่ะ แต่ว่าเราไม่ได้จอดรถลงไปดู ไม่ได้ลงไปถ่ายรูปที่สะพานด้วย เพราะเหนื่อยแล้ว พอเจอร้านนี้ก็จอดเลยค่ะ ไม่ไปไหนแล้ว

คีรีธารา 

โถงด้านในร้าน มีมุมเบเกอรี่บริการด้วยค่ะ

มุมโต๊ะรับประทานอาหารด้านบน ไม่ค่อยมีคนสนใจนั่งมุมนี้กันซักเท่าไหร่

ที่นั่งส่วนใหญ่ เป็นโอเพ่นแอร์ ลดหลั่นกันลงไปเป็นเสตปจากชั้นบนลงไปถึงท่าน้ำ แอบนึกสงสัยว่า..หน้าฝน เค้าจะทำอย่างไรหนอ

เราเลือกที่จะนั่ง ด้านล่างสุด
เป็นส่วนของเรือนแพ ซึ่งสังเกตดูว่าลูกค้าชอบนั่งส่วนนี้มากที่สุด

โครงเครงเล็กน้อย แต่ใกล้ชิดแม่น้ำสุด สุด โต๊ะริมน้ำ บนแพนี้มีเก้าอี้ที่เป็นโซฟาด้วยนะคะ คือโต๊ะที่เรานั่งนั่นแหละ กับอีกโต๊ะใกล้ๆ

จุดประสงค์หลัก ไม่เน้นหนักอาหาร
และเราไม่ทานปลาน้ำจืด อาหารที่สั่งมาก็เลยไม่ได้เยอะแยะมากมาย

ร้านนี้มีดีที่บรรยากาศ และการบริการค่ะ นั่งแล้วเพลิน เกินห้ามใจ ส่วนรสชาติและราคาอาหารนั้นไม่ขอคอมเม้นท์ เราเป็นคนชอบนั่งชมวิวแม่น้ำ วิวทะเล มาเจอเข้าแบบนี้ ก็โปรดสิคะ 

ยังไม่มีที่พัก จะมามัวแต่นั่งชิลกับบรรยากาสไม่ได้
ถามข้อมูลจากน้องๆพนักงาน ซึ่งให้ข้อมูลกับเราได้มากพอสมควร

ความจริงสนใจที่ อิน-จัน ทรี
แต่บังเอิญว่าช่วงนี้เค้าปิดปรับปรุง จะไปเปิดอีกทีก็ช่วงงานสัปดาห์ข้ามแม่น้ำแควน่ะค่ะ เลยต้องเปลี่ยนแผนไปหาที่ใหม่ เสี่ยงดวงเอาขับรถเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ ที่ไหนน่าสนใจก็แวะชม

เริ่มมึนๆ ได้ที ถึงเวลาหาที่พักกันแล้วล่ะค่ะ
ถ้าดึกไปกว่านี้ จะลำบากเพราะเรามาแบบไม่มีข้อมูล

ค่าอาหาร-เครื่องดิื่มมื้อนี้ 730 บาทค่ะ
อาหารสองอย่าง เครื่องดื่ม 3 ขวด ตามรายการในบิล

รีบไปหาที่พักกันดีกว่า..
ถ้าไม่ติดว่าเริ่มแน่นพุง คงต้องมีแอบสอยเค้กไปกินยามดึกซักชิ้นสองชิ้น

ปล.ตั้งแต่ที่โต๊ะ ไปห้องน้ำ จนเดินออกมาลานจอดรถ ยกมือรับไหว้พนักงานจนไม่เป็นอันทำอะไร

พี่ รปภ.ที่ลานจอดรถ ให้คำแนะนำเรื่องที่พักมาอีก ข้อมูลมีประโยชน์มากมาย อยากให้ พนักงานตามสถานบริการต่างๆเป็นแบบนี้ทุกแห่งจัง

เราตัดสินใจย้อนไปทางขวา จากร้าน(ผ่านสะพานไปน่ะค่ะ) ตั้งใจว่าถ้าเห็นป้ายที่พักอันไหน น่าสนใจก็จะแวะเข้าไปดูเลย

และแห่งแรกที่เราเลี้ยวเข้าไป “เดอะ รีเวอร์แคว บริดส์” ค่ะ เข้าไปก็ประทับใจที่ รปภ.แล้ว กลายเป็นว่าพักที่นี่แหละ เก็บของเข้าห้องพักแล้วเราก็ออกมานั่งชิลต่อที่ร้านอาหารริมแม่น้ำของรีสอร์ท

รายละเอียดที่พักชมได้ที่หมวด “รีวิวที่พัก” นะคะ

มาเมืองกาญจน์ ต้องทาน “วุ้นเส้น” ใช่ป่ะ
งั้นก็ขอยำวุ้นเส้นมากินกับดาวแดงต่อกันหน่อยเน๊อะ

อร่อยดีค่ะ
ที่สำคัญ หมึก-กุ้ง ที่ใส่มาเนื้อแน่น สดหวานมั่กๆ

นั่งดื่มไปอีกสักพัก ก็เข้านอนค่ะ

ทริปปาย แม่ฮ่องสอน 2

หลังจากอิ่มเอมกับอาหารเช้าที่โรงแรมโยมา @ปาย กันแล้ว 
ก็ขับรถมุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่กันเลย แต่ชะเอิงเอย ระหว่างทางเจอวัดเข้าให้
ขอแวะเข้าไปไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่กันก่อนนะคะ

วัดนี้เค้าจะให้ทำบุญแล้วนำสัตว์ประจำปีเกิดอย่างนี้

ไปใส่พานถวานพระพุทธค่ะ 

ส่วนหลานชายก็ให้พระท่านเป่ากระหม่อมและผูกสายสิญจ์ให้

จากนั้นก็ออกเดินทางข้าม สะพานแม่น้ำปาย กันต่อ

จำได้ว่าพี่หนู “สายหมอกและก้อนเมฆ” เคยรีวิวที่พักริมแม่น้ำแถวนี้น๊า

แล้วแวะชมร้าน Coffee in Love สุดฮิตกับเค้าดูซะหน่อย

โอว..คนมหาศาลล้านแปดจริงๆ หามุมถ่ายรูปแบบไม่ติดคนไม่ได้เลย สยึ๋มกึ๋ย 

ก็เลยได้แค่แวะซื้อโปสการ์ดแล้วเอามาส่งที่กรุงเทพฯแทน 555

แวะเก็บภาพที่ สะพานประวัติศาสตร์ปาย อีกหน่อยนุง

โชคดีที่ทริปนี้น้องเขยเป็นพลขับ เจอรถติดแบบนี้ก็ยังใจเย็น
ถ้าเป็นคุณแฟน มีหวังเที่ยวไม่สนุกกันไปทั้งวันแน่ๆ ไปช่วงเทศกาลต้องทำใจเน๊าะ

และจุดสุดท้ายที่ได้แวะชมก่อนเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ก็คือที่นี่นี่เอง

ที่ไหนล่ะน๊อ อ้อ..อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง นั่นเอง 

น่าเสียดายที่มาเอาค่อนสายแล้ว

ไม่งั้นคงได้เห็นหมอกสวยๆ ลอยปกคลุมไปทั่วนะคะ

เดินลงไปข้างล่างดีกว่าว่าเค้ามีอะไรให้ชมบ้าง
อืมม์..มีกะหล่ำ(รึเปล่า) หัวโตๆ

และดอกไม้สวยๆ

ถึงแดดจะแรง แต่ว่าอากาศเย็น

ดอกไม้ก็เลยแข่งกันออกดอกประชันโฉมกันใหญ่

ตอนลงมายังชิล.ชิล แต่ขากลับนี่ต้องสวนแรงโน้มถ่วงของโลก กระซิกๆ 

ขออำลาห้วยน้ำดังกันด้วยภาพนี้นะคะ

วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตัดฉับมาเช้าวันรุ่งขึ้นเลยละกัน
ขากลับเข้ากรุงเทพฯผ่านจังหวัดลำพูน
ขอไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตัวเองซะหน่อยที่
วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร 

เข้าไปไหว้พระพุทธในวิหารด้านในกันก่อนค่ะ 

เป็นวัดที่ชาวระกาควรมาสักการะสักครั้งนึงในชีวิตนะคะ

ด้วยการทำพิธีถือไก่ปูนปั้น ท่องบทสวด เดินวนรอบพระบรมธาตุ 3 รอบเพื่อความเป็นสิริมงคล

เป็นอันจบทริป เชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน
ดองเค็มปิ๊ดปี๋ของบ้านเราซะที 

ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะคะ แล้วเจอกันบล๊อคหน้าที่ญี่ปุ่น
จะพาเที่ยวโอไดบะซึ่งเป็นโซนเมืองใหม่ที่ญี่ปุ่นถมทะเลออกไปแต่อยู่ในโตเกียวนี่ล่ะ
๑๑ แล้วตามไปเที่ยว.เที่ยว หม่ำ.หม่ำของอร่อยด้วยกันต่อนะค้า ๑๑

ทริปปาย แม่ฮ่องสอน 1

ขอต่อทริป เชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน ที่ไปเที่ยวมาเมื่อช่วงปีใหม่ 2554 เลยนะคะ
เราออกเดินทางกันตอนบ่ายๆของวันที่ 30 ธ.ค. รถวิ่งฉลุยยาวไปถึงเชียงใหม่ก็ประมาณสามทุ่มกว่าๆ
บ้านเราแวะมาเชียงใหม่เพราะใช้เป็นที่ค้างคืนค่ะ เลยไม่ค่อยได้ไปเที่ยวในตัวเมืองเท่าไหร่
ครั้งนี้เราเลือกพักที่โรงแรม Holiday Inn ทั้งวันไปและวันกลับ ภาพนี้ถ่ายเอาวันกลับแล้ว
เพราะเราไปถึงก็ดึกและค่อนข้างเพลียแล้ว ห้องพักกว้างขวาง เตียงใหญ่นอนสบาย
ถ้าเพื่อนๆไม่ติดว่าต้องนอนโรงแรมสไตล์บูติคชิค.ชิค ฮิป.ฮิป ก็แนะนำที่นี่เลยนะคะ
ราคาแค่คืนละ 1,500 บาท แต่ได้ห้องพักที่กว้างขวางและอาหารเช้าอลังการ โอเคมากๆเลยค่ะ
ไว้จะรีวิวในส่วนของที่พักและโรงแรมต่างๆของทริปนี้ต่างหากอีกบล๊อคนึงละกันเน๊าะ

เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันสิ้นปีแล้ว เราก็แวะไปไหว้พระที่
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคลกันค่ะ

วัดนี้ตั้งอยู่ที่ถนนเชียงใหม่ – ฮอด ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร

เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ
พระธาตุส่วนที่เป็น พระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราเข้ามากราบองค์พระพุทธรูปที่สวยงามอ่อนช้อย

และพระแม่โพสพ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง

ทำบุญถวายปัจจัยลงในบาตรบ้างเล็กน้อย

วัดแห่งนี้ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อปี 2478 ด้วยนะคะ

เดินออกมาขึ้นรถที่ด้านหน้าวัด ก็แวะซื้อข้าวเหนียวปิ้งร้อนๆหม่ำกันสักหน่อย
ไอ้แบบดุ้นยาวๆนี่อร่อยดีนะคะ ข้างในเป็นคล้ายขนมกล้วยใส่มะพร้าวอ่อน ชิ้นละ 5 บาทเอง

หลังจากนั้นก็เดินทางไปยังดินแดนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ โฮะ โฮะ โฮะ 

ที่ อุทยานแห่งชาติออบหลวง

ที่ซึ่งมีทั้งธารน้ำน้อยๆไหลผ่าน

และภูเขาหินลูกโตที่โอบล้อมเข้าหากัน
ยุ้ยว่าที่นี่มีลักษณะคล้ายอุทยานธรรมชาติทาโรโกะที่ไต้หวันนะคะ
แต่ที่ไต้หวัน ขนาดของภูเขาเค้าจะใหญ่กว่าที่นี่หลายสิบเท่าได้

จบจากออบหลวงแล้วระหว่างทางเจอสวนสนที่สวยงามมากมาย
เลยลงไปกระโดดถ่ายรูปเลียนแบบวัยรุ่นซะหน่อย เอิ๊กๆ 

วันนี้ท้องฟ้าสวย แถมอากาศก็กำลังเย็นสบาย
ได้ไปเที่ยวพร้อมหน้ากันกับครอบครัวเป็นอะไรที่วิเศษมากๆเลยน๊า

หลังจากนั้นเราก็ไปชมถ้ำแก้วโกมลกันต่อ
น่าเสียดายที่เค้าห้ามถ่ายภาพด้านใน เลยไม่มีภาพถ้ำสวยๆมาฝากกัน
แล้วเราก็แวะดื่มชา กาแฟ โกโก้ ตามถนัดกันที่ร้านกาแฟแห่งนึงแถวแม่ลาน้อย

ร้านนี้มีพร๊อพน่ารักๆให้ถ่ายภาพตามสไตล์ร้านกาแฟสมัยใหม่อ่ะนะคะ

ที่สำคัญมีแกะให้เลี้ยงเหมือนที่สวนผึ้งด้วยนะเอ๊าส์..

หลานชายเลยไปช่วยเค้าเลี้ยงแกะสบายใจเฉิบ.เฉิบไปเลย

ต่อจากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปแม่ฮ่องสอน แต่โค้งเยอะได้ใจจริงๆ ยุ้ยเลยเกิดอาการอ้วกแตก ฮ่าๆ 
เลยขอให้พลขับช่วยแวะพักก่อนเถิด ไม่ไหวแล้ว ก็เลยได้แวะไหว้พระกันที่ วัดต่อแพ นี้ค่ะ

เข้าไปไหว้พระที่ศาลา พบพระท่านกำลังนั่งสวดมนต์กันอยู่ พระที่นี่ดูน่าเลื่อมใสมากๆเลยค่ะ 

ด้านหลังวัดมีนาข้าวกว้างสุดลูกหูลูกตา เลยไปนั่งผ่อนคลายซะหน่อย

คุณตา คุณยาย คู่นี้แกแข็งแรงมากๆเลยนะคะ
สงสัยคงเพราะอากาศดี ทานอาหารมีประโยชน์ และได้ออกกำลังแน่ๆ

แล้วเราก็มุ่งหน้าเข้าแม่ฮ่องสอน เอากระเป๋าไปเช็คอินที่ที่พัก The Residence ก่อน
แล้วก็ขึ้นไปไหว้พระกันต่อที่ วัดพระธาตุดอยกองมู ยามค่ำคืน

ยิ่งมืดอากาศก็ยิ่งหนาวนะคะ พระและเณรยังต้องมาก่อกองไฟรับไออุ่นกัน

แล้วเราก็ไปเดินเวียนเทียนไหว้พระประจำวันเกิดกัน

และตามใจหลานชายด้วยการปล่อยโคมลอยจบท้าย

แล้วก็ลงเขาไปไหว้พระที่ วัดจองคำ และ วัดจองกลาง กันต่อค่ะ

สถาปัตยกรรมของวัดทางเหนือสวยงามอ่อนช้อยดี

ส่วนพระพุทธรูปหน้าท่านจะออกแนวพม่าเน๊าะคะ

ได้มาไหว้พระอุปคุต หรือ พระบัวเข็ม ที่นี่ด้วย

ซึ่งมีความเชื่อว่าท่านจะบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สะดือทะเล

การจุดธูปเทียนบูชาท่าน จึงต้องล่องเรือน้อยๆบนน้ำเช่นนี้

ซึ่งด้านหน้าของวัดจองคำ และ วัดจองกลาง จะเป็นถนนคนเดิน

ผู้คนก็เยอะประมาณนึงอ่ะนะคะ แต่ว่าไม่แออัดยัดเยียดเท่าถนนคนเดินที่ปายที่เราจะไปในวันพรุ่งนี้

เราก็มาเดินเล่นหาน้ำเต้าหู้อุ่นๆ ปาท่องโก๋กรอบๆทานกันก่อนนอน
๑๑ งั้นคืนนี้ขอจบแค่นี้ก่อนละกัน แล้วพรุ่งนี้จะไปต่อยังที่เที่ยวสุดฮิตในปายนะคะ ๑๑

เปรี้ยวปาก เที่ยวจันทบุรี กับ น็อต 2

เปรี้ยวปาก เที่ยวจันทบุรี กับ น็อต 1

Previous Older Entries